"กรรมสิทธิ์" ในสิ่งที่ถูกทิ้งแล้ว หรือ "ของที่ไม่มีเจ้าของ"
- ภูริตา อังสุวร
- 4 มิ.ย.
- ยาว 1 นาที
อัปเดตเมื่อ 8 มิ.ย.
ประเด็นเรื่อง "กรรมสิทธิ์ของขยะ" ระหว่างบริษัทจัดเก็บ (ผู้รับจ้าง) กับผู้ว่าจ้าง (เทศบาล/อบต.) เป็นจุดที่สำคัญและมักเกิดการตีความคลาดเคลื่อน ในทางกฎหมายและในทางปฏิบัติมีกรณีที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
"ขยะที่ทิ้งแล้วเป็นของไม่มีเจ้าของ": นี่เป็นความเข้าใจพื้นฐานที่อาจนำไปสู่ข้อผิดพลาดได้ง่ายที่สุด เพราะเมื่อคนทิ้งขยะลงถัง ส่วนใหญ่เข้าใจว่าเป็นการสละกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นแล้ว

"เทศบาลเป็นเจ้าของ! บริษัทแค่รับจ้างขน! ขยะยังเป็นของเทศบาลอยู่!"อัยการหยุดตีความเพียงแค่สถานะเริ่มต้น: "ของเสีย/ขยะ โดยละเลยกระบวนการถัดไปทั้งหมด ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความผิดพลาดอย่างมหันต์
โปรดพิจารณาการแปรสภาพของ "วัตถุ" และ "กรรมสิทธิ์" อย่างเป็นขั้นตอน
1. สถานะเริ่มต้น: "ของเสีย/ขยะ" (The Origin: Waste/Garbage)
คำจำกัดความ: วัตถุที่เจ้าของเดิมไม่ประสงค์ใช้แล้ว นำมาทิ้งในถังขยะ
กรรมสิทธิ์: ณ จุดนี้ เจ้าของเดิมได้ สละกรรมสิทธิ์ ไปแล้ว (โดยหลักทั่วไป) แต่ยังไม่มีผู้ใดเข้าถือสิทธิ์หรือครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย
ข้อเบี่ยงเบนประเด็นที่มักเจอ: "นี่แหละ! มันคือของไม่มีเจ้าของ ใครจะหยิบไปก็ได้ ไม่ผิด!"
การโต้แย้ง/ชี้ความผิดพลาดของอัยการ: อัยการหยุดตีความเพียงแค่จุดนี้ โดยละเลยกระบวนการถัดไปทั้งหมด ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความผิดพลาดอย่างมหันต์
2. จุดเปลี่ยนกรรมสิทธิ์: การเข้าครอบครองโดยบริษัทฯ ภายใต้สัมปทาน (The Turning Point: Company's Acquisition of Possession and Right under Concession)
คำจำกัดความ: เมื่อรถขยะและพนักงานของบริษัทฯ (โจทก์) เข้ามาดำเนินการ "จัดเก็บ" ขยะมูลฝอยจากถังขยะตามจุดต่างๆ ในพื้นที่รับผิดชอบ ตามกรอบของ "สัญญาสัมปทาน" ที่ทำไว้กับเทศบาลฯ
กรรมสิทธิ์: ณ วินาทีที่ขยะมูลฝอยนั้นถูกจัดเก็บโดยพนักงานและอยู่ในความครอบครองของโจทก์ (ไม่ว่าจะอยู่ในถังขยะของบริษัทฯ หรือบนรถขยะ) กรรมสิทธิ์ในทางปฏิบัติและสิทธิ์ในการจัดการ/แสวงหาประโยชน์จากขยะเหล่านั้น ย่อมโอนมาเป็นของบริษัทฯ ทันที!
การทิ้งของบุคคลทั่วไป ➡️ การเข้าจัดเก็บ/ครอบครองโดยบริษัทฯ (ตามสัญญาสัมปทาน) ➡️ ขยะกลายเป็นทรัพย์สินภายใต้การจัดการของบริษัทฯ
หลักฐาน/เหตุผล:
สัญญาสัมปทาน: สัญญาที่เทศบาลมอบสิทธิ์ให้โจทก์เป็นผู้รับผิดชอบการจัดเก็บและจัดการขยะทั้งหมดในพื้นที่ ซึ่งย่อมรวมถึงสิทธิ์ในการจัดการทรัพย์สินที่จัดเก็บได้
ภาระผูกพัน: โจทก์มีภาระผูกพันตามสัญญาที่จะต้องนำขยะทั้งหมดไปชั่งน้ำหนักเพื่อคำนวณรายได้ (ค่าบริการ) การที่ขยะหายไปย่อมกระทบรายได้โดยตรง ย่อมหมายความว่าขยะนั้นมีมูลค่าและเป็นส่วนหนึ่งของทรัพย์สินที่โจทก์ต้องบริหารจัดการ
ข้อเบี่ยงเบนประเด็นที่มักเจอ: "เทศบาลเป็นเจ้าของ! บริษัทแค่รับจ้างขน! ขยะยังเป็นของเทศบาลอยู่!"
การโต้แย้ง/ชี้ความผิดพลาดของอัยการ: การกล่าวอ้างเช่นนี้เป็นการตีความที่บิดเบือนสาระสำคัญของสัญญาสัมปทาน และละเลยความจริงว่าบริษัทฯ ได้รับมอบหมายอำนาจในการจัดการขยะทั้งหมด ไม่ใช่แค่การขนส่ง หากเทศบาลเป็นเจ้าของทุกชิ้นจริง เหตุใดจึงต้องทำสัญญาว่าจ้างและผูกรายได้กับน้ำหนักรวม? และเหตุใดเทศบาลจึงไม่มาฟ้องร้องเองเมื่อมีขยะหายไป?

ช่วงที่ 3: "วัตถุดิบรีไซเคิล" (Recyclable Raw Material)
สถานะและลักษณะ: ขยะมูลฝอยที่ถูกคัดแยกโดยพนักงานของบริษัทฯ ณ ต้นทาง (จุดจัดเก็บ) โดยใช้เวลาทำงาน (ค่าแรง) และทรัพยากร (รถ, น้ำมัน) ของบริษัทฯ กระบวนการคัดแยกนี้ใช้เวลาและเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานของโจทก์เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับขยะที่จัดเก็บได้
กรรมสิทธิ์: วัตถุที่ผ่านกระบวนการคัดแยกโดยการลงทุนของโจทก์นี้ ได้แปรสภาพเป็น "วัตถุดิบ" หรือ "ทรัพย์สินที่มีมูลค่าเพิ่ม" ที่มีกรรมสิทธิ์เป็นของบริษัท คลีน มหานคร จำกัด โดยสมบูรณ์ มิใช่แค่ขยะทั่วไปที่รอการกำจัด แต่เป็นทรัพย์สินที่โจทก์มีสิทธิ์จะนำไปแสวงหาประโยชน์เพื่อลดต้นทุนหรือสร้างรายได้ตามระบบแบ่งปัน
หลักฐาน/เหตุผล:
การลงทุนของบริษัทฯ: การใช้เวลาทำงาน, ค่าแรงพนักงาน, รถยนต์, น้ำมันเชื้อเพลิงของบริษัทฯ ในการคัดแยกขยะ 1-2 ชั่วโมงต่อจุด ถือเป็นการลงทุนเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม
ผลประโยชน์ที่แบ่งปัน: การมีระบบแบ่งปันรายได้จากการขายวัตถุดิบรีไซเคิล ยืนยันว่าโจทก์คือเจ้าของรายได้นั้นแต่แรกเริ่ม
หากไมคัดแยกจะกลายเป็นขยะต้องกำจัด: หากไม่ผ่านกระบวนการคัดแยก ขยะเหล่านี้จะถูกอัดรวมและต้องนำไปกำจัดเท่านั้น ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงรีไซเคิลได้อีก
ช่วงที่ 4: "รายได้ของบริษัทฯ" (Company's Revenue)
สถานะและลักษณะ: ผลตอบแทนที่บริษัทฯ ควรได้รับจากการจัดการวัตถุดิบรีไซเคิล โดยผ่านการจำหน่ายวัตถุดิบนั้นให้กับร้านค้าที่กำหนดไว้ เพื่อให้รายได้เข้าสู่ระบบและนำไปแบ่งปันตามข้อตกลง หรือใช้ลดต้นทุนในการดำเนินงาน
กรรมสิทธิ์: เป็นกรรมสิทธิ์ในรายได้ของบริษัทฯ ซึ่งส่วนหนึ่งจะถูกนำไปแบ่งปันให้พนักงานตามระบบ
หลักฐาน/เหตุผล:
สัญญาและนโยบาย: กำหนดให้การขายวัตถุดิบรีไซเคิลต้องดำเนินการผ่านช่องทางที่บริษัทฯ กำหนดและรายได้ต้องเข้าสู่ระบบของบริษัทฯ
ผลกระทบต่อรายได้หลัก: การที่จำเลยนำวัตถุดิบรีไซเคิลไปขายภายนอกระบบ ทำให้ "น้ำหนักรวม" ของขยะที่นำไปกำจัดลดลง ส่งผลให้ "รายได้ค่าบริการหลัก" ของโจทก์ลดลงอย่างมหาศาล
สรุปการกระทำผิดของจำเลย:
เมื่อจำเลยนำ "วัตถุดิบรีไซเคิล" (ในช่วงที่ 3) ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่มีกรรมสิทธิ์เป็นของบริษัทฯ ไปจำหน่ายให้กับร้านภายนอกระบบ และเบียดบังเอาเงินที่ได้มาเป็นของตนเอง โดยไม่นำส่งคืนบริษัทฯ ตามระบบที่ตกลงกันไว้ ถือเป็นการ "ลักทรัพย์" หรือ "ยักยอกทรัพย์" ที่โจทก์มีกรรมสิทธิ์และลงทุนไปแล้วโดยสมบูรณ์
ความคิดเห็น